วันนี้โดน amazon hold ยอดในบัตรเดบิต
ขาดทุนนนนนน และ เงินหายไปหมดเลยยยย ฟหกสวาด่สวฟหา่กสวาด่ฟสหวาก่สาดฟห่กวา่ด
รู้งี้ใช้บัตรเครดิตซื้อก็ดีหรอก แม่งเอ้ยยยยยย
อธิบายเพิ่มเติม

ปกติแล้ว การตัดบัตรเครดิตอะไรก็ตามจะมีขั้นตอนดังนี้
1.ร้านค้าสั่ง hold ยอดบัตรไว้
2.ร้านค้าส่งบิลเข้าไปที่แบ้งเพื่อเรียกเก็บ
3.เจ้าของบัตรจ่าย
ถ้ายอดที่ร้าน hold ไม่ได้ถูกส่งบิลเข้ามาเก็บเป็นเวลาหนึ่ง ธนาคารจะคืนยอดที่ hold ไว้ให้

แต่บัตรเดบิต จะเกิดเหตุตามนี้
1.ร้านค้าสั่ง hold ยอด
(คือร้านไม่รู้ว่าเราใช้บัตรเดบิตหรือเครดิต เพราะงั้น process ตรงนี้คือ ร้าน hold ยอดไว้ )
2.ธนาคารตัดเงินในบัญชีทันที
3.ร้านส่งบิลเข้าไปเรียกเก็บตามเรื่องตามราว
แต่ ถ้าเกิดร้านไม่ได้ส่งใบเรียกเก็บละ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ สักพักหนึ่งธนาคารก็จะโอนเงินคืนให้เรา

มันก็ดูแฟร์ดีหรอกนะ ตามแบบเนี้ย
แต่ มันเริ่มบัดซบเมื่อเราเอาบัตรเมืองไทย ไปซื้อของ USD
***คือนี่ไม่สนใจว่าเงินจะเพิ่มลดค่านะ อันนั้นช่วยไม่ได้ ***

ความบัดซบเกิดตรงที่ การใช้เงินสกุลต่างประเทศ จะโดนชาร์จค่าประกันอัตราแลกเปลี่ยนสักอย่าง ราคาไม่เกิน 2.5% << คอลเซนเตอร์บางที่จะบอกไม่มีค่านี้ จริงๆแล้วค่านี้คือค่าที่วีซ่าคิด โดยจะคิดผ่านอัตราแลกเงินไปเลย เช่น วันนี้เงินแลก 30 บาท ต่อดอล แต่เวลาแลกจริงอัตราการแลกเงินจะคิดเป็น 30+2.5% = 30.75 บาทต่อดอล

ดังนั้นหากคุณใช้บัตรเดบิตแล้วโดน hold เงินแล้วละก็ คงโดนขาไป 2.5% และขากลับอีก 2.5%
<< กล้วยเอ้ยยยยยยยยยยยย (อันนี้เดาจาก policy ไม่แน่ใจว่าขากลับโดนหรือเปล่า เพราะไม่รู้ว่าเงินจะคืนมาเมื่อใหร่)

แต่บัตรเครดิตถ้าโดน hold เงิน มันก็ hold เฉยๆ ไม่มีการเปลี่ยนค่ามันไมไ่ด้ตัดมาจริงๆ เพราะงั้นจะไม่โดน 2.5 ไป และ 2.5 กลับ

**** คิดว่าหลังจากนี้ต้องใชับัตรเครดิตแล้วละสิ ฮ่าๆๆๆๆๆๆ คุณคิดผิดแล้วละ ********

ทำไมหนะหรอ เพราะว่าสมัยก่อนที่มีเราใช้แต่บัตรเดบิต เราเคยถามค่าธรรมเนียมเรื่องทำนองนี้
call-center สมัยนั้นบอกว่า บัตรเครดิต จะโดน 2.5% จากวีซ่า และ อีก 3% ค่าธรรมเนียมความเสี่ยงเครดิด ??????
แต่ทันทีที่เรามีบัตรเครดิด โทรไปถาม cc ไอ้ค่าบ้านี่ก็หายไป กรูงง (หรือเฉพาะแบ้งเขียววะใครมีบัตรแบ้งอื่นบอกที)

ตอนนี้เลยไม่แน่ใจเชียไรสักอย่าง เอาเป็นว่าสั่งของก็เผื่อเงินไว้ละกัน **ทรุด**

ปล โปรดระวังการซื้อของเปิดเงินสกุลอื่นบางสกุล ที่ไม่ใช่ USD เพราะว่า บางทีการแลกเงินจะเกิดการ และจาก X -> USD -> THB
เพราะงั้นเมื่อรูดแล้วก็โดนทันที 2.5% (X -> USD) และ (USD -> THB)

ที่บ่นมาไม่มีอะไรหรอก คือ สั่งของแพงไป แล้ว amazon แม่งสั่ง hold เงินรัวๆๆๆๆๆๆๆๆ แทบกรีดร้อง บนบัตรเดบิตเรา
ฟหกดาฟวสาหกดาฟ่กหสวดา่สวฟาหก่ดสา่ฟหสกาด่สฟาห่กดสา่หฟกสด
ทั้งนี้ทั้งนั้นจะไปไล่เปิด policy การคิดเงิน(เอกสารบึกๆ ตอนได้บัตรมา)ดู (ถ้ามีคนสนใจนะ)

จบยัง
ยังแล้วกัน

เล่าต่อเรื่อง policy การ hold เงินของ amazon ถ้ามีการ apply gift card

ปกติแล้วสั่งของจาก amz สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ
amz สั่ง hold เงินที่ต้องจ่าย
amz ship ของ
amz ส่งบิลตัด

แต่ถ้ามี gift card มาเกี่ยวข้องแล้วละก็

amz สั่ง hold เงินจำนวนหนึ่ง (ไม่หัก gift card คือจ่ายเต็ม แต่ free shipping จะไม่มีค่า ship)
amz แพกของ แล้วก็ส่งของ
amz สั่ง hold เงินอีกก้อนจำนวนเท่ากับราคาของที่หัก giftcard
(เพราะจำนวนเงินไม่เท่าเดิมเลยต้องสั่งอีกก้อน)
amz เอาเงินก้อนที่สองไป
เงินก้อนที่ 1 ก็รอกลับมา << ซึ่งไอ้เชี่ยนี่แหละ ที่โดน 2.5 +2.5 ตามข้างบน

แล้วคือเราสั่งของไปสามชุด พยายาม apply gift สามชุด (เพราะว่ามันไม่ยอมใช้สักที กูงง)

ผลเลยโดนก้อนที่ 1 2.5%+2.5% ไปสามเด้ง

เขียนจบแล้ว ขอบ่น ฟร้าคคคคคคคคคคคคคคคคคคคค อีกทีนึง

พอดีได้ทดลอง setup svn server มา แล้วทีนี้ก็อยากให้มันส่งเมล ตอนที่มีการคอมมิท แล้ว แต่ว่า พอดีไม่อยากเขียน php ใหมันเป็นทางการและยุ่งยากมากเกินไปนัก เลยจัดการหาวิธีให้มันส่งเมลผ่านทาง cmd ก็ได้ตามนี้แหละ

คือว่า unix ทุกเครื่องมันจะ mail แบบกากๆ ได้อยู่แล้ว ดังนั้น ก็ใช้มันซะเลย
#mail จาก terminal ได้ก็พอ
แล้วก็ทดลองส่งเล้ย

echo “the body message ” | mail -s “the subject ” test@domain.com

มันทำได้แบบนี้แหละ

อ่านเพิ่มเติม http://linux.about.com/od/commands/l/blcmdl1_Mail.htm

Author: pheonize

เราจะมีวิธีตรวจสอบรหัสบัตรประชาชนอย่างไร…

คงเคยเห็นแบบฟอร์มในการสมัครสมาชิกของหลายๆ เว็บไซต์บังคับให้กรอกเลขที่บัตรประชาชน เช่น เว็บขายของ, เว็บประเภทเกมส์ออนไลน์, ฯลฯ ก็พลันคิดไปว่าต้องตรวจสอบโดยการติดต่อฐานข้อมูลของกระทรวงมหาดไทยเลยเหรอนี้

อันที่จริงมันไม่ซับซ้อนอย่างที่คิด ในการตรวจสอบเลขที่บัตรประชาชนนั้นทำได้โดยการใช้ Check Digit หรือการตรวจสอบความถูกต้องโดยใช้ตัวเลขหลักสุดท้ายในการตรวจสอบ Algorithm ของวิธีการใช้ Check Digit มีดังนี้

1. ตัวเลขบนบัตรประชาชนจะมีทั้งหมด 13 หลัก นำเลขใน 12 หลักแรก มาคูณกับเลขประจำตำแหน่ง (เลขประจำหลักได้แก่ 13 บวก 1 ลบด้วยตำแหน่งที่)
จะได้ตัวเลขประจำตำแหน่งดังนี้

ตำแหน่งที่ เลขประจำตำแหน่ง การคำนวณ
1 13 13+1-1
2 12 13+1-2
3 11 13+1-3
4 10 13+1-4
5 9 13+1-5
6 8 13+1-6
7 7 13+1-7
8 6 13+1-8
9 5 13+1-9
10 4 13+1-10
11 3 13+1-11
12 2 13+1-12

** 13 ที่ใช้ในการคำนวณคือจำนวนตัวเลขทั้งหมดที่ต้องการตรวจสอบ

2. หลังจากนั้นเอาผลคูณของทั้ง 12 หลักมารวมกัน แล้ว modulation (การหารเอาเศษ) ด้วย 11

3. เอาเศษที่ได้จากการหารในข้อ 2 มาลบด้วย 11 เท่านี้ก็ได้เลขที่เป็น Check Digit แล้ว (ถ้าผลจากข้อ 2 ได้ 10 ให้เอาเลขหลักหน่วยเป็น Check Digit ก็คือ 0 นั้นเอง)

ตัวอย่าง 1-2345-67890-12-9
นำไปคูณเลขประจำตำแหน่ง (1*13)+(2*12)+(3*11)+(4*10)+(5*9)+(6*8)+(7*7)+(8*6)+(9*5)+(0*4)+(1*3)+(2*2) = 352
modulation 11 …. 352%11= 0
นำ 11 ตั้งแล้วลบด้วย 0 11 – 0 = 11 เอาเลขหลักหน่วย ดังนั้น Check Digit คือ 1
อ้าว… นี้มันเลขที่บัตรประชาชนไม่ถูกต้องหนิ ที่ถูกต้องคือ 1-2345-67890-12-1

แถมท้ายด้วยความหมายที่แท้จริงของ รหัสบัตรประชาชนที่ใช้กันในปัจจุบัน

สมมุติว่า เลขบัตรประชาชนของเราเขียนไว้ว่า 1 1001 01245 29 9 (เขียนเว้นวรรค ตามแบบ) แต่ละหลักก็จะมีความหมายดังนี้

หลักที่ 1 (คือหมายเลข 1 ในตัวอย่าง) จะหมายถึง ประเภทบุคคล ซึ่งมีอยู่ 8 ประเภทได้แก่

ประเภทที่ 1 คือ คนที่เกิดและมีสัญชาติไทย และได้แจ้งเกิดภายในกำหนดเวลา หมายความว่า เด็กคนใดก็ตามที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2527 เป็นต้นไป อันเป็นวันเริ่มแรกที่เขาประกาศให้ประชาชนทุกคน ต้องมีเลขประจำตัว 13 หลัก เมื่อพ่อแม่ผู้ปกครองไปแจ้งเกิดที่อำเภอ หรือสำนักทะเบียนในเขตที่อยู่ภายใน 15 วันนับแต่เกิดมา ตามที่กฎหมายกำหนด เด็กคนนั้นก็ถือเป็นบุคคลประเภท 1 และจะมีเลขประจำตัวขึ้นด้วยเลข 1 เช่น เด็กหญิงส้มจี๊ด เกิดเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2527 และพ่อไปแจ้งเกิดที่เขตดุสิตภายในวันที่ 17 มกราคม 2527 เด็กหญิงส้มจี๊ด ก็จะมีหมายเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วยเลข 1 และก็ต่อด้วยเลขหลักอื่นๆ อีก 12 ตัว เป็น 1 1001 01245 29 9 เป็นต้น ซึ่งเลขนี้จะปรากฏในทะเบียนบ้าน และจะเป็นเลขประจำตัว เมื่อส้มจี๊ดไปทำบัตรประชาชนตอนอายุ 15 ปี

ประเภทที่ 2 คือ คนที่เกิดและมีสัญชาติไทย ได้แจ้งเกิดเกินกำหนดเวลา หมายความว่า เด็กคนใดก็ตามที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2527 เป็นต้นไป แล้วบังเอิญว่าพ่อแม่ผู้ปกครองลืมหรือติดธุระ ทำให้ไม่สามารถไปแจ้งเกิดที่อำเภอหรือเขตภายใน 15 วันตามกฎหมายกำหนด เมื่อไปแจ้งภายหลัง เด็กคนนั้นก็จะกลายเป็นบุคคลประเภท 2 และจะมีเลขตัวแรกในทะเบียนบ้านขึ้นด้วยเลข 2 ทันที เช่น ในกรณีส้มจี๊ด หากพ่อไปแจ้งเกิดให้ ในวันที่ 18 มกราคม 2527 หรือเกินกว่านั้น ส้มจี๊ดก็จะมีเลขประจำตัวเป็น 2 1001 01245 29 9 ในทะเบียนบ้าน และเมื่อไปทำบัตรประชาชนในภายหน้า

ประเภทที่ 3 คือ คนไทยและคนต่างด้าว ที่มีใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ในสมัยเริ่มแรก (คือตั้งแต่ก่อนวันที่ 31 พฤษภาคม 2527)หมายความว่า บุคคลใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นคนไทย หรือคนต่างด้าว ที่มีใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ณ ที่ใดที่หนึ่งในประเทศไทย มาตั้งแต่ก่อนวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2527 คนนั้นถือว่าเป็นบุคคลประเภท 3 และก็จะมีเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วยเลข 3 เช่น ส้มจี๊ด เกิดเมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ.2501 และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านแล้ว ส้มจี๊ดก็จะมีเลขประจำตัวในทะเบียนบ้าน และบัตรประชาชนเป็น 3 1001 01245 29 9

ประเภทที่ 4 คือ คนไทยและคนต่างด้าว ที่มีใบสำคัญคนต่างด้าวแต่แจ้งย้ายเข้า โดยยังไม่มีเลขประจำตัวประชาชน ในสมัยเริ่มแรก หมายความว่า คนไทยหรือคนต่างด้าว ที่มีใบสำคัญคนต่างด้าว ที่อาจจะเป็นบุคคลประเภท 3 คือมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเดิมอยู่แล้ว แต่ยังไม่ทันได้เลขประจำตัว ก็ขอย้ายบ้านไปเขตหรืออำเภออื่น ก่อนช่วงวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2527 ก็จะเป็นบุคคลประเภท 4 ทันที เช่น ส้มจี๊ดมีชื่ออยู่ในสำนักทะเบียนเขตคลองสาน มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2501 ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2527 ส้มจี๊ดก็ขอย้ายบ้านไปเขตดุสิต โดยที่ส้มจี๊ดยังไม่ทันได้เลขประจำตัวจากเขตคลองสาน พอแจ้งย้ายเข้าเขตดุสิต ส้มจี๊ดก็จะกลายเป็นบุคคลประเภท 4 มีเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วย 4 กลายเป็น 4 1001 01245 29 9 ทันที แต่ถ้าส้มจี๊ดย้ายจากเขตคลองสานเดิม ไปเขตดุสิต หลังวันที่ 31 พฤษภาคม 2527 ส้มจี๊ดก็ยังเป็นบุคคลประเภท 3 อยู่ เพราะถือว่าจะได้เลขประจำตัวจากเขตคลองสานแล้ว จะย้ายอย่างไรก็ไม่เปลี่ยนแปลง

การกำหนดให้บุคคลเริ่มมีเลขประจำตัว 13 หลักในทะเบียนบ้านหรือบัตรประชาชน โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2527 เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2527 อันเป็นวันสุดท้าย ของการดำเนินการให้ประชาชน ที่ไม่มีเลขประจำตัวในบัตรหรือทะเบียนบ้าน ได้มีเลขประจำตัวจนครบแล้วนั้น ก็เพราะก่อนหน้านี้ ประเทศไทยยังไม่เคยมีการกำหนดเลขประจำตัวดังกล่าวมาก่อนเลย ดังนั้น ช่วงที่ว่าจึงเป็นระยะเวลาจัดระบบให้เข้าที่เข้าทาง เพราะหลังจากวันที่ 31 พฤษภาคม 2527 แล้ว ทุกคนจะต้องมีเลขประจำตัวเพื่อสำแดงตนว่า เป็นบุคคลประเภทใด โดยดูตามเงื่อนไขในแต่ละกรณี ซึ่งมีอีก 4 ประเภท คือ

ประเภทที่ 5 คือ คนไทยที่ได้รับอนุมัติให้เพิ่มชื่อ เข้าไปในทะเบียนบ้านในกรณีตกสำรวจ หรือกรณีอื่นๆ เช่น ส้มจี๊ดมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเขตดุสิตอยู่แล้ว แต่บังเอิญว่าตอนที่มีการสำรวจรายชื่อผู้อยู่ในบ้าน เกิดความผิดพลาดทางเทคนิค ทำให้ชื่อของส้มจี๊ดหายไปจากทะเบียนบ้าน เมื่อไปแจ้งเจ้าหน้าที่และตรวจสอบแล้วว่าตกสำรวจจริง หรือจะเป็นเพราะกรณีอื่นใดก็ตาม เจ้าหน้าที่ก็จะเพิ่มชื่อให้ แต่ส้มจี๊ดก็จะมีหมายเลขในทะเบียนบ้านเป็นบุคคลประเภท 5 และบัตรประชาชนจะขึ้นต้นด้วยเลข 5 ทันที คือ กลายเป็น 5 1001 01245 29 9

ประเภทที่ 6 คือ ผู้ที่เข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และผู้ที่เข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่อยู่ในลักษณะชั่วคราว กล่าวคือ คนที่มาอาศัยอยู่ในประเทศไทย แต่ยังไม่ได้สัญชาติไทย เพราะทางการยังไม่รับรองทางกฎหมาย เช่น ชนกลุ่มน้อยตามชายแดน หรือชาวเขา กลุ่มนี้ถือว่าเป็นผู้เข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนบุคคลที่เข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่อยู่ชั่วคราว เช่น นักท่องเที่ยวหรือชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทย แม้บางคนจะถือพาสปอร์ตประเทศของตน แต่อาจจะมีสามีหรือภริยาคนไทย จึงไปขอทำทะเบียนประวัติ เพื่อให้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านสามีหรือภริยา คนทั้งสองแบบที่ว่า ถือว่าเป็นบุคคลประเภท 6 เลขประจำตัวในบัตรจะขึ้นต้นด้วยเลข 6 เช่น 6 1012 23458 12

ประเภทที่ 7 คือ บุตรของบุคคลประเภทที่ 6 ซึ่งเกิดในประเทศไทย คนกลุ่มนี้ในทะเบียนประวัติจะมีเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วยเลข 7 เช่น 7 1012 2345 133

ประเภทที่ 8 คือ คนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยถูกต้องตามกฎหมาย คือ ผู้ที่ได้รับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว หรือคนที่ได้รับการแปลงสัญชาติเป็นสัญชาติไทย และคนที่ได้รับการให้สัญชาติไทย ตั้งแต่หลังวันที่ 31 พฤษภาคม 2527 เป็นต้นไปจนปัจจุบัน คนกลุ่มนี้เลขในทะเบียนประวัติจะขึ้นด้วยเลข 8 เช่น 8 1018 01234 24 7

คนทั้ง 8 ประเภทนี้ จะมีเพียงประเภทที่ 3, 4 และ 5 เท่านั้น ที่จะมีบัตรประชาชนได้เลย ส่วนประเภทที่ 1 และ 2 จะมีบัตรประชาชนได้ ก็ต่อเมื่อมีอายุถึงเกณฑ์ทำบัตรประจำตัวประชาชน คืออายุ 15 ปี แต่สำหรับบุคคลประเภทที่ 6, 7 และ 8 จะมีเพียงทะเบียนประวัติเล่มสีเหลืองเท่านั้น จะไม่มีการออกบัตรประชาชนให้

ต่อไปคือ หลักที่ 2 ถึงหลักที่ 5 (เลข 1001 ในตัวอย่างหรือสี่ตัวถัดไปจากตัวแรก) จะหมายถึง รหัสของสำนักทะเบียน หรืออำเภอที่เรามีชื่ออยู่ในทะเบียนขณะที่ให้เลข ซึ่งก็หมายถึงถิ่นที่อยู่ของเรานั่นเอง กล่าวคือ เลขหลักที่ 2 และ 3 จะหมายถึงจังหวัดที่อยู่ ส่วนหลักที่ 4 และ 5 หมายถึงเขตหรืออำเภอในจังหวัดนั้นๆ เช่น ถ้าเขียนว่า 1001 ก็หมายถึงว่า คุณอาศัยอยู่ที่กรุงเทพฯ ในเขตดุสิต เพราะ 10๐ ในหลักที่ 2 และ 3 หมายถึงกรุงเทพมหานคร ส่วนเลข 01 ในหลักที่ 4 และ 5 คือรหัสของสำนักทะเบียนเขตดุสิต หรือถ้าเขียนว่า 1101 ก็จะหมายถึง อยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ อำเภอเมือง เพราะ 11 แรกคือ รหัสจังหวัดสมุทรปราการ และ 01 หลัง คือ อำเภอเมืองสมุทรปราการ เป็นต้น

สำหรับ หลักที่ 6 ถึงหลักที่ 10 (เลข 01245 ในตัวอย่าง) จะหมายถึง กลุ่มที่ของบุคคลแต่ละประเภท ตามหลักแรก (หลักที่ 1) ซึ่งทางสำนักทะเบียนในแต่ละแห่ง ก็จะจัดกลุ่มเรียงไปตามลำดับ หรือหากเป็นเด็กเกิดใหม่ในปัจจุบัน เลขดังกล่าวก็จะหมายถึง เล่มที่ของสูติบัตร (ใบแจ้งเกิดที่อำเภอหรือเขตออกให้) ซึ่งก็คือเลขประจำตัวในทะเบียนบ้านของเด็กที่แต่ละอำเภอหรือเขตออกให้ และจะไปปรากฎในบัตรประชาชน เมื่อถึงอายุต้องทำบัตรนั่นเอง แต่ถ้ายังไม่ถึงเกณฑ์เลขนี้ ก็จะปรากฏอยู่แค่ในทะเบียนบ้านของเด็กเท่านั้น

หลักที่ 11 และ 12 (หมายเลข 29 ในตัวอย่างสมมุติ) จะหมายถึง ลำดับที่ของบุคคลในแต่ละกลุ่มประเภท เป็นการจัดลำดับว่าเราเป็นคนที่เท่าไรในกลุ่มของบุคคลประเภทนั้นๆ

หลักที่ 13 (เลข 9 ตัวสุดท้ายในตัวอย่าง) จะหมายถึง ตัวเลขสำหรับตรวจสอบความถูกต้องของเลขทั้ง 12 หลักแรกอีกที

สำหรับเลขตั้งแต่หลักที่ 6 ถึง 13 นี้เป็นการจัดหมวดหมู่ และเรียงลำดับบุคคลในแต่ละประเภทของสำนักทะเบียนในแต่ละท้องที่ ซึ่งเราก็คงไม่ต้องรู้รายละเอียดอะไรลึกไปกว่านี้ เพราะรู้แล้วอาจจะงงเปล่าๆ

เป็นเรื่องน่าแปลกว่า ตัวเลข 13 หลักที่เป็นหมายเลขในบัตรประชาชน หรือเลขประจำตัวประชาชนของเราแต่ละคนนี้ จะไม่มีการซ้ำกันเลย ผิดกับชื่อหรือนามสกุล ยังมีซ้ำกันได้ และจะเป็นเลขประจำตัวเราจนตาย ไม่มีการเปลี่ยน หรือยกให้คนอื่น และจากการสอบถามเจ้าหน้าที่ว่า ในอนาคตจะต้องมีการเติมเลข อย่างเลข 8 เข้าไปอีก เพราะเลขไม่พอใช้เหมือนโทรศัพท์มือถือหรือไม่ เขาก็บอกว่าคงอีกนาน อาจจะถึง 100 ปีโน่น เพราะการที่เขาแยกแยะบุคคลเป็นประเภทต่างๆ และยังแยกย่อยเป็นจังหวัดอำเภอ แล้วลงรายละเอียดไปเป็นกลุ่มๆในแต่ละประเภทอีกนั้น ทำให้เพดานหรือช่วงตัวเลขมีความห่างมาก จนสามารถรองรับจำนวนคนได้อีกมาก และหากใครสงสัย หรือมีปัญหาในเรื่องทะเบียนบ้าน ทะเบียนสมรส บัตรประชาชน ก็สามารถสอบถามไปได้ที่ สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง โทร. 1548

ตัวเลข 13 หลักที่กล่าวข้างต้น อันเป็นเลขประจำตัวประชาชนของแต่ละคนนี้ แม้จะมิใช่ตัวเลขที่เราต้องใช้เป็นประจำในชีวิตประจำวัน ยกเว้นใช้ในการกรอกเอกสารบางอย่าง เช่น การเปิดบัญชีธนาคาร ฯลฯ แต่เลขนี้ก็มีความสำคัญยิ่ง เพราะเป็นการสำแดงตัวตน ?ความเป็นคนไทยหรือคนในประเทศไทย? ที่ทำให้เราสามารถอาศัยอยู่ในประเทศไทย และใช้สิทธิอย่างถูกต้องตามกฎหมายได้

ขอขอบคุณข้อมูลข่าว : อมรรัตน์ เทพกำปนาท สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม
from http://www.bigquery.com/aDetails.php?aID=12

ก๊อปมาจาก http://www.firstpack.co.th/site_flash/thai/index-3.html#A8

พลาสติกมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง ?
พลาสติกชนิดใด ที่ทนอุณหภูมิสูงๆได้ ?
ความหมายบรรจุภัณฑ์ ?
พลาสติกบรรจุอาหารมีการเติมสีลงในกระบวนการผลิตขั้นตอนไหน ?
คุณสมบัติของพลาสติกประเภท PP ?
เทคโนโลยีปลอดมลพิษคืออะไร ?
ใช้พลาสติกอย่างไรให้ปลอดภัย ?
ในเมืองไทยถุงพลาสติกแบ่งเป็นกี่ประเภทอะไรบ้าง?
ถุงพลาสติกหูหิ้วทั้งไปในท้องตลาดมีขนาดอะไรบ้าง?
ถุงขยะปัจจุบันในท้องตลาดมีขนาดเท่าใดบ้าง?
ในอนาคตบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากพลาสติกจะมีอัตราการใช้ลดลงหรือไม่ ?

พลาสติกมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง พลาสติกมีโครงสร้างพิเศษ คือมีโมเลกุลที่เชื่อมต่อกันยาวกว่าสารชนิดอื่น มากมายนับเป็นพันเท่า ทำให้พลาสติกมีคุณสมบัติหลาย ๆ อย่างดังนี้คือ

1. คุณสมบัติทางกล คือ มีความแข็งแรง เหนียว ยืดหยุ่น ทนแรงกระแทกได้ดี มีความทนทานทางกลสูง

2. คุณสมบัติทางไฟฟ้า คือเป็นฉนวนไฟฟ้า

3. คุณสมบัติทางเคมี คือมีน้ำหนักดมเลกุลสูง มีจุดหลอมเหลวสูง ตั้งแต่ 80-150 องศาเซลเซียส ที่อุณหภูมต่ำจะแข็งและส่วนใหญ่มีความถ่วงจเพาะต่ำ จึงมีน้ำหนังเบา ทนต่อกรดด่างและสารเคมีอื่น ๆ รวมทั้งไม่ทำปฏิกิริยากับสารอนินทรีย์

พลาสติกชนิดใด ที่ทนอุณหภูมิสูงๆได้ เราสามารถตรวจสอบได้กับผู้ขายเม็ดโดยตรง เนื่องจากพลาสติกแต่ละชนิดนั้นมีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน อาจจะได้รับการปรับปรุงคุณสมบัติให้ทนต่อความร้อน หรือทนต่อความเย็นได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังอยู่ที่การใช้งานว่าใช้งานได้ที่อุณหภูมิเท่าไร ซึ่งคุณสมบัติที่ใช้ดูว่าพลาสติกทนต่อความร้อนได้ดีขนาดไหนคือ
1. จุดหลอมเหลว
2. VICAT/ HDT คืออุณหภูมิที่พลาสติกเริ่มอ่อนตัว เมื่อได้รับความร้อน ถ้าหาก ข้อ 1 และ 2 นี้มีค่าสูง แสดงว่าทนต่อความร้อนได้ดี มักอยู่ในพลาสติกกลุ่ม Engineering Plastic
3. การทนต่อแรงกระแทก Impact strength at low มักจะทดสอบที่อุณหภูมิ 23 และ ?23 องศาเซลเซียส ถ้าหากมีค่าสูงแสดงว่ามีความเหนียวสูง

ความหมายบรรจุภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ หมายถึง สิ่งห่อหุ้ม หรือบรรจุผลิตภัณฑ์ รวมทั้งภาชนะที่ใช้เพื่อการขนส่งผลิตภัณฑ์ จากแหล่งผู้ผลิต ไปยังแหล่งใช้ประโยชน์ เพื่อวัตถุประสงค์ ป้องกัน และรักษาผลิตภัณฑ์ให้คงสภาพ ตลอดจนคุณภาพ ใกล้เคียงกับเมื่อครั้งผลิต มากที่สุด

พลาสติกบรรจุอาหารมีการเติมสีลงในกระบวนการผลิตขั้นตอนไหน สามารถทำได้ในขั้นตอนก่อนการฉีดหรือเป่าขึ้นรูป ซึ่งสามารถแบ่งได้ดังนี้

1.ผงสี ใช้ผสมโดยตรงกับเม็ดพลาสติกที่จะนำไปใช้ขึ้นรูป โดยเมื่อผ่านเครื่องฉีดสีก็จะกระจายตัวเข้าไปในเนื้อพลาสติก การผสมสีวิธีนี้มีข้อดีคือ ต้นทุนต่ำ แต่ข้อเสียคือผลิตภัณฑ์ที่ได้อาจมีสีไม่สม่ำเสมอ นอกจากนี้การผสมสีแต่ละครั้ง (Batch) อาจจะได้สีที่แต่กต่างกันเนื่องจากปริมาณของสีที่ไม่คงที่เนื่องจากการชั่งในแต่ละครั้งย่อมมีความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ ถึงแม้จะเพียงเล็กน้อยแต่สัดส่วนเพียง 2-5 % ย่อมเห็นความแตกต่างได้.

2.เม็ดสีเข้มข้น (Master Batch) เม็ดสีเข้มข้นคือผงสีผสมกับเม็ดพลาสติกพื้นฐาน (Base Resin) มักใช้ PE และอาจผสมตัวช่วยกระจายสี (Dispersing agent) การผสมสีโดยวิธีนี้จะสามารถควบคุมคุณภาพสี ความสม่ำเสมอของสีได้ดีมากกว่าใช้ผงสีโดยตรง แต่ต้นทุนจะสูงขึนเล็กน้อย อย่างไรก็ตามสิ่งที่ควรระวังก็คือ ควรเลือกเม็ดสีเข้มข้นที่ใช้ base ตัวเดียวกัน หรือใกล้เคียงกันกับพลาสติกที่จะใช้ผลิต เพื่อป้องกันปัญหาการแยกชั้นของเนื้อพลาสติก และช่วยในการกระจายสีได้ดียิ่งขึ้น. 3.ผสมสีตัดเป็นเม็ดก่อนนำไปฉีด (Compounding) นำผงสีและเม็ดพลาสติกผ่านขั้นตอนการรีดตัดเม็ดก่อนหนึ่งครั้ง ก่อนที่จะนำไปผลิตตามต้องการ ซึ่งจะช่วยให้สีกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ ควบคุมคุณภาพของสีได้ดีกว่าทั้งสองวิธีขั้นตอน อย่างไรก็ตามการผสมสีวิธีนี้ มีต้นทุนการผลิตสูงสุด และการที่เม็ดพลาสติกผ่านเครื่องหลายรอบ ย่อมมีผลต่อคุณสมบัติทางกลของเม็ดพลาสติกได้.

ถึงแม้ว่าผู้ผลิตจะเลือกวิธีใดในการผสมสีก็ตาม สิ่งที่สำคัญในการเลือกสีที่ใช้ผสมเพื่อผลิตภาชนะบรรจุอาหารก็คือ ชนิดของสีที่ใช้ควรจะไม่เป็นพิษต่อร่างกายมนุษย์ ไม่ควรมีโลหะหนักเจือปน ถึงแม้ว่สีที่มีคุณภาพนั้นจะมีราคาสูงขึ้นเล็กน้อย แต่เพื่อคุณภาพของสินค้า และสุขภาพของผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าดังกล่าวไปใช้ย่อมแสดงให้เห็นถึงความรับผิดขอบต่อสังคมได้เป็นอย่างดี

ข้อมูลอ้างอิงจาก สมาคมอุตสาหกรรมพลาสติกไทย

คุณสมบัติของพลาสติกประเภท PPเป็นพลาสติกประเภทเทอร์โมพลาสติกที่เบาที่สุด มีสมบัติเชิงกลดีมาก เหนียว ทนต่อแรงดึง แรงกระแทกและทรงตัวดี มีจุดหลอมตัวที่ 165 องศาเซลเซียส ไอน้ำและออกซิเจนซึมผ่านได้ต่ำ เป็นฉนวนไฟฟ้าที่ดีมาก มีการนำเอา PP ไปใช้งานในลักษณะเดียวกับ PE เมื่อต้องการให้มีคุณสมบัติที่ดีขึ้น PP ได้ถูกนำไปใช้งานอย่างกว้างขวาง ตัวอย่างเช่น ใช้ทำถุงร้อน ฟิล์มใส ฟิล์มห่อหุ้ม หรือบรรจุอาหารที่ไม่ต้องการให้ออกซิเจนซึมผ่าน พลาสติกหุ้มซองบุหรี่ เชือก แห อวน ถังน้ำมัน ชิ้นส่วนรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ ภาชนะเครื่องใช้ในครัวเรือน เป็นต้น
เทคโนโลยีปลอดมลพิษคืออะไร เทคโนโลยีปลอดมลพิษคือเทคโนโลยีการผลิตของอุตสาหกรรมที่ปราศจากมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีจุดประสงค์ให้มีการผลิตที่ดขึ้นและไม่ก่อให้เกิดมลภาวะ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับอุตสาหกรรมในปัจจุบัน เทคโนโลยีปลอดมลพิษยังก่อให้เกิดข้อได้เปรียบทางสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจของเทคโนโลยีที่ปลอดมลพิษอีกด้วย ก็เช่น การป้องกันสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีนี้จะช่วยลดจำนวนของเสียจากอุตสาหกรรม และหลีกเลี่ยงการสะสมตัวของสารพิษต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นโดยการใช้ขบวนการที่ไม่ซับซ้อน ช่วนในการปรับปรุงสภาพการทำงานให้มีคุณภาพเพิ่มขึ้น มีสุขภาพอนามัยเพิ่มขึ้นและทำให้อันตรายต่าง ๆ น้อยลง ช่วยทำให้เกิดการประหยัดวัตถุดิบและพลังงาน จากการจัดการที่ดีทำให้เกิดการประหยัดวัตถุดิบ ลดการเกิดของเสีย ซึ่งเป็นผลของขบวนการนำกลับมาใช้ใหม่ การลดมลพิษ ณ แหล่งกำเนิดทำให้มีการปรับปรุงคุณภาพของสินค้าให้ขบวนการผลิตดีขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญของผู้ผลิตอุตสาหกรรม นอกจากนี้การประหยัดวุตถุดิบและพลังงานยังนำไปสู่การลดต้นทุนการผลิต ซึ่งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพและกำไร และขีดความสามารถในการแข่งขัน อันดับหลังสุดคือ การลดมลพิษที่แหล่งกำเนิดทำให้น้ำเสียมีปริมาณลดลง มีผลทำให้มีการลดต้นทุนการบำบัดน้ำเสียและของเสียลดลง

ใช้พลาสติกอย่างไรให้ปลอดภัย พลาสติกและโฟมถือเป็นบรรจุภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมและใช้อย่างแพร่หลายมากกว่าบรรจุภัณฑ์ประเภทอื่นๆ เนื่องจากมีราคาถูก ใช้สะดวกและหาซื้อได้ง่าย โดยเฉพาะใช้ในการบรรจุอาหารแต่พลาสติกและโฟมก็ยังมีข้อจำกัดในการ ใช้บรรจุอาหารบางชนิดอยู่ถ้านำมาใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือนำมาใช้ซ้ำอาจทำให้สารเคมีจากพลาสติกละลายปนเปื้อนลงสู่อาหารได้

ในเมืองไทยถุงพลาสติกแบ่งเป็นกี่ประเภทอะไรบ้าง

ถุงเย็น ทำมาจากเม็ดพลาสติกโพลิเอทิลีน ชนิดความหนาแน่นต่ำ (LDPE) ถุงมีลักษณะค่อนข้างใส นิ่ม ยืดหยุ่นพอสมควร ใช้บรรจุของทั่วไป รวมทั้งอาหารแช่แข็งได้

ถุงร้อน ส่วนใหญ่ทำมาจากเม็ดพลาสติกโพลิโพรพิลีน (PP) ถุงมีลักษณะใสมาก และมีความกระด้างกว่าถุงเย็น สามารถบรรจุของร้อนได้ถึงจุดน้ำเดือด แต่ไม่เหมาะกับการบรรจุอาหารแช่แข็ง เพราะพลาสติกจะเปราะ อีกชนิดหนึ่งทำจากเม็ดพลาสติกโพลิเอทิลีนชนิดความหนาแน่นสูง (HDPE) ถุงจะมีลักษณะบางขุ่น

ถุงหูหิ้ว โดยทั่วไปทำจากพลาสติกโพลิเอทิลีน ชนิดความหนาแน่นสูง (HDPE) และชนิดความหนาแน่นต่ำ (LDPE)่ส่วนใหญ่ใช้กันอย่างแพร่หลายตามห้างร้านทั่วไปตามห้างสรรพสินค้าซุปเปอร์มาร์เก็ตต่างๆมักไม่ใช้บรรจุอาหารหรือสัมผัสอาหารโดยตรง

ถุงซิบ (zip lock bags) เป็นถุงที่ปากถุงมีล็อคเพื่อความสะดวกในการเปิดและปิด ใช้บรรจุอาหารสำเร็จรูปประเภทของแห้งและยาเม็ด ส่วนมากทำจากโพลิเอทิลีน ชนิดความหนาแน่นต่ำ (LDPE)

ถุงพลาสติกอื่นๆที่ใช้ในอุตสาหกรรม ถุงชนิดนี้มีมากมายให้เลือกใช้ตามความเหมาะสม มีทั้งที่ทำจากฟิล์มพลาสติกชั้นเดียวและประเภทหลายชั้น ตามร้านที่จำหน่ายอาหารสำเร็จรูป เช่น ร้านขายอาหารกระป๋องหรือซุปเปอร์มาร์เก็ต เราจะเห็นมีอาหารสำเร็จรูปบรรจุในถุงพลาสติกหลายชนิด ที่หน้าถุงมักมีรูปภาพตัวหนังสือพิมพ์ไว้อย่างสวยงามเป็นที่ดึงดูดความสนใจแก่ผู้ซื้อ

ถุงพลาสติกบรรจุอาหารที่จำหน่ายอยู่ตามร้านค้าทั่วไปนั้นมีลักษณะสีสรรแตกต่างกันไป บางชนิดไม่มีสีและโปร่งแสง บางชนิดมีสีขาวใส บางชนิดมีสีขาวใส่ขุ่นและทึบแสง บางชนิดมีสีต่างๆ เช่น สีน้ำตาล เขียว เหลือง เป็นต้นนั้น ผู้บริโภคบางท่านอาจไม่ทราบว่าบางชนิดทำด้วยแผ่นพลาสติกเพียงชั้นเดียว บางชนิดจะทำด้วยพลาสติกหลายชั้น และต่างชนิดประกบกันเรียกว่า ลามิเนท (laminate)

ถุงพลาสติกหูหิ้วทั้งไปในท้องตลาดมีขนาดอะไรบ้าง

ขนาด S กว้าง 6 นิ้ว X ยาว 14 นิ้ว โดยรับน้ำหนักสิ่งของที่บรรจุได้ประมาณ 1 กิโลกรัม
ขนาด M กว้าง 9 นิ้ว X ยาว 18 นิ้ว โดยรับน้ำหนักสิ่งของที่บรรจุได้ประมาณ 3 กิโลกรัม
ขนาด L กว้าง 12 นิ้ว X ยาว 20 นิ้ว โดยรับน้ำหนักสิ่งของที่บรรจุได้ประมาณ 5 กิโลกรัม
ถุงขยะปัจจุบันในท้องตลาดมีขนาดเท่าใดบ้าง แบ่ง 5 ขนาดใหญ่ๆ

ขนาด S กว้าง 18″x ยาว 20″
ขนาด M กว้าง 22″x ยาว 28″
ขนาด L กว้าง 28″ x ยาว 36″
ขนาด XL กว้าง 30″ x ยาว 40″
ขนาด XXL กว้าง 36″x ยาว 45″
ในอนาคตบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากพลาสติกจะมีอัตราการใช้ลดลงหรือไม่ไม่น่าจะมีอัตราการใช้ลดลงถึงแม้ว่ากระแสอนุรักษ์จะเพิ่มมากขึ้นก็ตาม ทั้งนี้เนื่องมาจากการผลิตบรรจุภัณฑ์จากพลาสติกนั้นมีความยืดหยุ่นสูงสามารถนำไปผลิตเป็นรูปร่างได้หลากหลาย น้ำหนักยังเบา สะดวกในการขนส่ง มากกว่าวัสดุจากธรรมชาติเช่น แก้ว ไม้ หรืออื่นๆ นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาพลาสติกชนิดใหม่ๆที่มีคุณสมบัติที่ดียิ่งขึ้น หรือพัฒนากระบวนการผลิต เช่น การผลิต multi layer คือการนำพลาสติกมากกว่า 2 ชนิดมาใช้ร่วมกันเพื่อเพิ่มคุณสมบัติเช่นการเป็นbarrier ป้องกันการซึมผ่านของอากาศ น้ำ หรือแสงแดด ทางออกที่เกิดขึ้นคือมีการศึกษา พัฒนาพลาสติกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น Bio degradable หรือพลาสติกที่เสริมแรงจากวัสดุที่ทำมาจากธรรมชาติ หรือ แม้แต่ความพยายามที่จะนำพลาสติก มาrecycle เพื่อให้ใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด

ข้อมูลอ้างอิงจาก สมาคมอุตสาหกรรมพลาสติกไทย

คัดลอกมาจาก http://www.blognone.com/node/27984 ครับ

เมื่อ 2-3 ปีก่อน ผมมีโอกาสได้ทำค่าย CE Smart Camp #2 (ค่ายของวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ พระจอมเกล้าลาดกระบัง (ขอโปรโมตนิดนึง อิอิ)) ซึ่งในตอนนั้น อาจารย์เจริญ วงษ์ชุ่มเย็น ได้เล่านิทานเรื่องหนึ่งให้เด็กในค่ายฟัง ซึ่งก็คือเรื่อง นิทานเวตาล (อาจารย์เล่ามาเพียง 1 ตอน จาก 25 ตอน) ซึ่งอาจารย์ได้เล่าได้อย่างสนุกสนานมากๆ ดังนั้นนิทานเรื่องนี้จึงอยู่ในใจผมเรื่อยๆมา จนกระทั่งช่วงนี้ว่างๆ จึงลอง Search นิทานเวตาล เพื่อที่จะได้เริ่มอ่านอย่างจริงจังเสียที (อยากอ่านทั้ง 25 ตอน)
จากการลองอ่านในเว็บพบว่าอ่านยาก เนื่องจากอ่านหน้าคอมพิวเตอร์นั้น แสงจะมาก จนทำให้แสบตา ดังนั้นข้าพเจ้าจึงลงทุนซื้อ E-Book Reader แต่ครั้นจะบันทึกหน้าเว็บเฉยๆมาใส่เพื่ออ่าน font มันก็ไม่สวย ไม่ได้ดังใจ 555+
ดังนั้นข้าพเจ้าจึงได้บันทึกนิทานเวตาลในเว็บนั้นทั้งหมด มาจัดหน้าและเรียบเรียงใหม่ อยู่ในรูปแบบ PDF ซึ่งสามารถใช้ได้กับ EBook Reader หลายๆรุ่น โดยที่ข้าพเจ้าได้จัดหน้ากระดาษให้เหมาะสมกับ E-Book Reader ที่มีขนาด 6 นิ้ว ดังนั้น หากเป็นเครื่องที่ใหญ่กว่าหรือเล็กกว่า อาจจะอ่านลำบากขึ้นเล็กน้อย ก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย
สุดท้ายนี้ ต้องขอขอบคุณอาจารย์เจริญ วงษ์ชุ่มเย็น ที่ทำให้ข้าพเจ้าได้รู้จักนิทานเรื่องที่สนุกสนานเรื่องหนึ่ง ขอขอบพระคุณมากครับ
ปล. ต้นฉบับนิทานเวตาลมาจาก www.larnbuddhism.com ขอขอบคุณมากครับ
ปล2. หากมีข้อผิดพลาดสามารถแจ้งมาได้ครับ เดี๋ยวผมจะนำไปแก้ไขและอัพโหลดให้ใหม่ครับ
สำหรับเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ที่สนใจ สามารถดาวน์โหลดได้ที่นี่ นิทานเวตาล